บางครั้งแล้วเราก็อดรู้สึกไม่ได้ว่ามนุษย์ช่างหลอกตัวเอง
ภาพนั้นปรากฏอยู่ตรงหน้าแท้ๆ กลับไม่รู้สึกตัว
เราอดไม่ได้ที่จะคิดให้ลึกลงไปบ้างสักเล็กน้อย
 
ยกตัวอย่างง่ายๆ คงเป็นคอมพิวเตอร์
หน้าจอจะแสดงผลละเอียดสักเท่าใด ภาพข้างหน้าสายตาเรามันก็ไม่มีตัวตน
เป็นเพียงจุดแสงเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่มาประกอบกัน
แค่ก้มลงไปหน่อยเราก็เห็นแล้ว
สีทั้งหลายนั้น
 
หนังสือเล่มหนึ่งก็ไม่ต่างอะไรกัน
ตัวตนที่ประกอบด้วยกระดาษ พลาสติก กาว และน้ำหมึก
เยื่อไฟเบอร์ สารประกอบไฮโดรคาบอร์นิค
จนถึงชั้นของความเป็นโปรตอนและอิเล็คตรอน
เรามองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้
 
ลักษณะอันยิบย่อย แต่เรากลับเลือกจะมองแต่ตัวตนสำเร็จ จะไม่มีค่าอะไรเลยหรือ
น้ำหมึกก็ไม่ใช่แค่น้ำหมึก แต่เต็มไปด้วยความคิด
ความรู้สึก
เรื่องราว
ปรัชญา
เป็นทั้งความจริงระดับที่พึงจะถ่ายทอด และความลวงที่เลือกแสดง
มันมีอะไรมากกว่าที่เราจะมองเห็นแค่ชั่วแวบแรก
 
มนุษย์เราหลอกตัวเองเก่งนะ
สำหรับใครคนหนึ่ง หนังสือเล่มหนึ่งก็เป็นเพียงกองของกระดาษ
จะทิ้งจะขว้าง ไม่รู้สึกอะไรมากมาย
เลือกที่จะไม่มองทะลุลงไปในน้ำหมึก ไม่คิดจะถามตัวเอง
มีอะไรอื่นอีกรึเปล่า
แต่สำหรับใครบางคน น้ำหมึกนั้นมีมีความหมายเหลือเกิน
เป็นได้ทั้งกบกระโดด หรือแมลงปอฉวัดเฉวียน
หรือเสียงดนตรีที่เพราะที่สุด
เราก็เลือกมองอะไรบางอย่างกันทั้งนั้น
 
เราเลยมีคำถาม
สรุปแล้วความจริงนั้นคืออะไรกันแน่
"ความจริง หนังสือมีอะไรมากกว่าที่เห็น"
"ความจริง หนังสือก็ไม่ได้ต่างอะไรจากกองกระดาษ"
ก็เป็นคำพูดที่เคยได้ยินทั้งคู่
 
บางที เราก็อดคิดไม่ได้ว่าความจริงน่ะมีนะ
แต่เราคงไม่มีวันสัมผัสได้อย่างแท้จริง
อะไรๆ มันมากและลึกซึ้งเกินกว่าที่เราจะสัมผัสทั้งนั้น
เราจึงหลอกตัวเอง
ตราสิ่งต่างๆ ด้วยคำศัพท์และภาษา
ให้มนุษย์ร่วมกันหลอกตัวเอง
หลอกว่าเราเข้าใจโลกใบนี้
 
มนุษย์หลายๆ คนเข้า เราก็เรียกว่าสังคม
แต่ละสังคมหลอกตัวเอง
เช่นคนไทยให้คุณค่ากับสองมือที่ประกบกันเป็นรูปดอกบัว
การไหว้จึงมีค่า
 
ทว่า ตัวมนุษย์ก่อนจะเข้าสู่สังคม ย่อมหลอกตัวเองเช่นกัน
แต่อาจจะเป็นการหลอกที่สุดโต่งไปหน่อย
ตอนเด็กๆ เราเคยพับเครื่องบินจากกระดาษ แล้วมันก็บินได้จริงๆ ในสายตาเรา
ใครต่อใครอาจบอกว่ากระดาษบินไม่ได้
แต่เราบอกว่าเครื่องบินก็ต้องบินได้
 
คงไม่ใช่เรื่องผิดสินะ ถ้าเราจะหลอกตัวเอง
เพราะยังไง ความจริงก็เข้าไม่ถึงอยู่แล้ว
 
เคยเห็นคนสองคนทะเลาะกันไหม
เรื่องเล็กน้อยเหลือเกิน
แค่ว่าอะไรดีกว่ากัน
 
เราคงตอบไม่ได้
เพราะคำพูดของทั้งคู่ไม่ได้บอกความจริง
แค่สิ่งที่ทั้งสองคนนั้นคิดว่าจริง
แค่นั้น
 
ก็... ไม่มีอะไรมากมาย
แค่อยากจะขอร้องให้มนุษย์เราพยายามหลอกตัวเองให้น้อยลงหน่อย
แล้วเข้าใจว่า ความจริงนั้นเข้าไม่ถึง
เราผิดกันทั้งหมด และถูกกันทั้งหมด
แล้วจะช่วยฟังกันหน่อยได้ไหม
ก่อนที่การทะเลาะกันจะบานปลาย
 
แล้วเราจะไม่มีตัวตน
หากเราไม่มีอดีต
ว่างจารีตใดใด
อัตลักษณ์ชัดเจนเกินไป
เราจะเป็นใครได้หนอ?
 
เรามิได้ถือกำเนิดจากธาตุห้า
บิดรมารดาใช่พอ
หมวกไหมใช้เวลาถักทอ
รอให้สิ่งต่างต่างพัฒนา
 
มิใช่ไม่เห็นด้วยซึ่งปฏิวัติ
ดัดไม้แก่แก้สันดานหินผา
ล้วนแต่ใช้เวลา
ผ่าไม้ขุดตอทำไม
 
หากเราไม่มีราก
หากเราไร้จิตวิญญาณแห่งยุคสมัย
หากเรายอมพ่ายให้ไฟ
คงไม่มีความเป็นเรา
.
.
.
ฮง แซ่โอ๊ว 

วันที่ฉันกลายเป็นเงา

posted on 09 Dec 2010 18:08 by rrasche

ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก

แกร๊ง แกร๊ง แกร๊ง

ยกกาแฟขึ้นจิบ

เหลือบมองดูนาฬิกา เข็มยาวชี้เลขสิบ รีบลุกขึ้นจัดเครื่องแต่งกาย ออกไปวิ่งไล่ตามรถเมล์ ชั่วเวลายาวนานแต่ไม่ไร้ประโยชน์นั้นหมดไปกับการอ่านเล็คเชอร์และสรุป เข็มยาววนมาที่เลขสิบอีกครั้ง อยู่หน้าห้อง 305 ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาส่อง เข็มวินาทีแตะเลขสิบเอ็ด ก็เดินเข้าไปในห้อง ปล่อยตัวเองออกมาจากความรู้ อาจารย์เตือนหมดเวลาแล้วกรีดร้อง กลับบ้าน ตั้งนาฬิกาปลุกใหม่ แล้วนอน

.

.

.

แกร๊งงง!

นาฬิกาปลุกดังสนั่นหวั่นไหว ฉันตื่น ใจนั้นขุ่นมัวไม่อยากจะไปสอบ ฉันพยายามจะลุกขึ้นแต่ก็ทำไมได้ สงสัยนักว่าเป็นเพราะอะไรกันนะ น่าจะดีกว่านะถ้าฉันจะลืมตาขึ้นมาก่อน อ๊ะ! ทำไม... ฉันเห็นตัวฉันยังนอนอยู่บนเตียงล่ะนี่ ฉันลองยื่นมือออกไป แล้วพบว่ามีกำแพงใสๆ กั้นระหว่างฉันกับกระจกอยู่

“นี่! ตื่นเดี๋ยวนี้ บอกให้ตื่น เดี๋ยวไปสอบไม่ทันพอดี" ฉันพยายามตะโกนปลุกตัวฉันที่นอนอยู่บนเตียง เสียงติ๊กๆ ของนาฬิการบกวนฉันอย่างบอกไม่ถูก "ตื่นสิ ตื่น!” หลังจากที่เห็นตัวฉันไม่ยอมลุกสักที ฉันก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วนั่งมองสภาพรอบตัว ฉันเหมือน...ติดอยู่ในกรอบสีแดงๆ พยายามนึกว่ามีอะไรในห้องที่เป็นสีแดงๆ สักครู่ ก็นึกออกว่า...ฉันกำลังติดอยู่ในนาฬิกา!

ฉันพยายามร้องเรียกให้ตัวฉันไปอาบน้ำและเตรียมตัวไปสอบเสียที โธ่เว้ย! ตื่นเสียทีสิไอ้บ้า

ในที่สุดตัวฉันก็ยอมลุกไปอาบน้ำ... แต่ปัญหายังไม่หมดเท่านั้น ตัวฉันอาบน้ำนานเหลือเกิน ฉันพยายามกะเวลา น่าแปลกที่แม้จะอยู่ในนาฬิกาแต่ฉันก็ไม่เห็นเข็มนาฬิกา โอ๊ย! ทำไมอาบน้ำนานยังงี้นะ

กว่าตัวฉันจะออกมาแต่งตัว ...ฉันก็กะว่าประมาณสิบห้านาที... แถมตัวฉันยังไม่รู้จักรีบแต่งตัวอีก ฮัมเพลงอยู่ในลำคอตลอดเวลา เนิบนาบบรรจงจัดผมเผ้า แล้วค่อยออกจากบ้านไป

ตอนนี้ฉันกำลังถูกเขย่า... เพราะฉันเข้ามาติดอยู่ในนาฬิกาข้อมือแทนนาฬิกาแขวนที่บ้านน่ะสิ

ฉันอยากจะบ้าให้ตายไปข้าง วันนี้วันสอบแท้ๆ ไอ้ตัวฉันนี่ทำมะไรอยู่เนี่ย ยืนฟังไอพอดรอรถเมล์สบายใจเฉิบอยู่ได้ ทำไมไม่หยิบโน้ตออกมาทวนรอบสุดท้าย โธ่! ตัวฉันไม่เข้าใจรึไงว่าเวลาทุกวินาทีมีคุณค่า ไม่ควรปล่อยให้เสียเปล่า

วันนี้ยังพอจะมีโชคดีอยู่บ้างล่ะมั้ง ที่อย่างน้อยรถเมล์ก็มาเร็ว ฉันคิดว่าถ้าตัวฉันไปถึงคณะเมื่อไหร่ ทุกคนคงจะไซโคให้เอาหนังสือขึ้นมาอ่านจนตัวฉันต้องหยิบขึ้นมาอ่านแน่ๆ เกรดฉันคงจะไม่เน่ามากล่ะมั้ง ถึงอย่างนั้นก็ตาม ฉันยังลอบถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อตัวฉันไปกระดิกเท้าฟังเพลงต่อบนรถเมล์

ใจฉันเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เมื่อตัวฉันเดินไปถึงหน้าห้องสอบ ตัวฉันยกนาฬิกาขึ้นมาดู สบตากับฉันแว้บนึง... เห็นว่าดวงตานั้นไม่เอาไหนอย่างที่ฉันไม่เชื่อว่าตัวเองเป็น ...แล้วก็ผิวปากอย่างสบายอารมณ์

ตัวฉันไม่เป็นดังฉันหวังเลย แทนที่ตัวฉันจะอ่านหนังสือ ตัวฉันกลับหยิบโน้ตขึ้นมามองด้วยสายตาเลื่อนลอยสลับกับสบตัวฉันในนาฬิกา เดาะลิ้นจึ๊กจั๊ก บางคราวก็เอาโน้ตอันทรงคุณค่าพัดคลายร้อนให้ตัวเอง หนักเข้าก็ถึงกับก้มตัวลงนอน

“ตั้งใจอ่านหนังสือสอบหน่อยสิ" ฉันพยายามกระซิบบอกตัวฉันอย่างไร้ความหวัง

ในที่สุดตัวฉันก็ยอมเข้าห้องสอบจนได้ แต่น่าเจ็บใจนัก เพราะเข้าไปแล้ว ตัวฉันก็คว่ำนาฬิกาทิ้งจนฉันไม่เห็นอะไรเลย แถมตัวฉันยังฮัมเพลงอยู่ชั่วระยะเวลาทำสอบสามชั่วโมงอีกต่างหาก

ฉันเห็นโลกและแสงสว่างอีกครั้งก็เมื่อสอบเสร็จสิ้นสามชั่วโมง

เวลาพักกลางวัน ...เอาอีกแล้ว แทนที่ตัวฉันจะยอมอ่านโน้ตดีๆ ก็มัวแต่ละเลียดข้าวกลางวัน ทำสีหน้าเป็นสุขอยู่ได้ "เวลานี้เป็นเวลาสอบ ไม่ใช่เวลามีความสุข" ฉันพร่ำกระซิบบอก

ฉันรำคาญตัวเองเหลือเกินแล้ว ราวกับจะปล่อยให้ความขี้เกียจเข้าครอบงำอยู่ได้ ตัวฉันไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันต้องการหรือไงนะ ฉันต้องมุ่งไปสู่เป้าหมายที่เหนือกว่า เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ เป้าหมายของชีวิต และที่แน่ๆ ฉันต้องการเกียรตินิยม ความขี้เกียจทั้งหลายทั้งมวลเป็นอุปสรรคที่ขวางตัวฉันไปสู่เกียรตินิยม ฉันสู้อุตส่าห์ไม่ทำอะไรอื่นนอกจากเรียนมาร่วมเดือน จะให้มาจบตรงนี้ได้ยังไง ฉันสู้ฟังเสียงเลคเชอร์ที่อัดมาแทนฟังเพลง อ่านหนังสือเรียนกับโน้ตแทนนิยายกับการ์ตูน ท่องโค้ดช่วยจำตลอดเวลาแทนหายใจ ฉันไม่ควรมาจบตรงนี้

ฉันอยากจะทรุดลงไปแล้วร้องไห้ แต่สภาพฉันที่ติดอยู่ในนาฬิกาไม่เอื้อให้ทำเช่นนั้น ฉันจึงได้แต่ส่งสายตาอ้อนวอนไปที่ตัวฉัน...

ยังคงไม่มีการตอบรับจนตัวฉันสอบคาบบ่ายเสร็จ

ตัวฉัน... ยังคงทรยศฉันต่อไป แทนที่จะรีบกลับบ้านไปอ่านหนังสือสอบ กลับแวะไปร้านหนังสือ หยิบหนังสือรวมกลอนเน่าๆ ขึ้นมาอ่าน ฆ่าเวลางั้นหรือ ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน! ฉันยอมรับไม่ได้ หมาแมวบนทรานสคริปต์นั้นเลวกว่าหมากัดขา แน่ๆ - แน่ๆ แล้ว... ปลาคงจะมาแหวกว่ายในใบเกรดฉัน

ดูตัวฉันสิ ทั้งๆ ที่จะเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้แล้ว ยังไม่ทำอะไรนอกจากอมยิ้ม

ฉันขอแค่นหัวเราะตรงนี้สักหน่อยเถอะ หัวเราะให้ชีวิตเน่าๆ ของฉัน ปลายทางด้านนั้นคงไม่ถึงเสียแล้ว เพราะฉันตกเป็นทาสของเวลา คุมเวลาไม่ได้ถึงวันหนึ่งเต็มๆ

พระอาทิตย์ตกดินแล้ว ประกายเข้าตาฉันผ่านกระจกและกรอบนาฬิกา ตอนนี้ตัวฉันกลับเข้ามาในห้อง ฟังเพลง พลางอ่านหนังสือเรียนเล็กน้อย ในที่สุดสินะ... ฉันทอดถอนใจ ยังไงกำขี้ก็ดีกว่ากำตด

เข็มยาวชนเข็มสั้น ตัวฉันเข้านอน ฉันเองก็ปิดตาลงเช่นกัน เหนื่อยอ่อนเกินกว่าจะคิดอะไร ในเมื่อสิ้นหวังขนาดนี้แล้ว ดิ้นรนไปก็เท่านั้น

.

.

.

แกร๊งงง!

ฉันติ่นขึ้น ดูนาฬิกาแขวนว่ายังไม่สายจะไปสอบ

แล้วผูกนาฬิกาข้อมือ